
| วันเดินทางไป - กลับ | ผู้ใหญ่ท่านละ | พักเดี่ยวเพิ่มเงิน | ราคาเด็กท่านละ | |
|---|---|---|---|---|
| 01 พ.ค. 69 - 21 พ.ค. 69 | 525,000 บาท | 75,000 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
23.00 น. พร้อมกันที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 9 เคาน์เตอร์ S โดยสายการบิน EMIRATES โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
02.15 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK377
(0215 – 0600) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 45 นาที)
06.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เมืองบัวโนสไอเรส (Buenos Aires)
08.05 น. เหินฟ้าสู่ เมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK247
(0805 – 2105) (ใช้เวลาบิน 20 ชั่วโมง)
21.05 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติมินิสโตร ปิสตารินี (Ezeiza International Airport : EZE) เมืองบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง พร้อมรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนำท่านเดินทางสู่โรงแรม
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Dazzler by Wyndham Buenos Aires San Martin 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำชมเมืองหลวง บัวโนสไอเรส (สเปน: Buenos Aires, อ่าน บเว-โน-ไซ-เรส) เป็นเมืองหลวง เมืองใหญ่ที่สุด และเมืองท่าของประเทศอาร์เจนตินา ริมชายฝั่งทางใต้ของรีโอเดลาปลาตา (Ro de la Plata) บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีอเมริกาใต้ ตรงข้ามกับเมืองโกโลเนียเดลซากราเมนโต ประเทศอุรุกวัย เนื่องจากได้รับวัฒนธรรมยุโรปมาอย่างเข้มข้น บางครั้งบัวโนสไอเรสจึงถูกเรียกว่า "ปารีสใต้" หรือ "ปารีสแห่งอเมริกาใต้" เมืองนี้เป็นเมืองสมัยใหม่ที่สุดแห่งหนึ่งในลาตินอเมริกา โดยมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรม ชีวิตกลางคืน และกิจกรรมทางวัฒนธรรม
เริ่มสำรวจเมืองหลวงที่ May Square หรือ พลาซ่า เดอเมโย (Plaza de Mayo) จัตุรัสกลางเมืองหลวง ที่เคยเป็นสถานที่สำคัญในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1810 ชม วิหารบัวโนสไอเรส (Buenos Aires Metropolitan Cathedral) ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ นีโอ-เรเนอซอง ส่วนการตกแต่งเป็นแบบ นีโอบาร็อค สถานที่ฝังศพของนายพลโฮเซ่ เดอ ซานมาร์ติน ผู้กอบกู้อิสรภาพให้อาร์เจนตินา ชมทหารรักษาการณ์ที่แต่งกายในเครื่องแบบเกรอนาดิเยร์ ต่อด้วยย่าน San Telmo และถนน Cobbled ที่เต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคม มีร้านค้างานศิลปะเก่าๆ มากมาย เดินทางย่าน La Boca ถนนคนเดิน Caminito หรือ Little walkway ถนนแคบๆ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่ทาสีสันสดใส ที่เต็มไปด้วยศิลปินที่ทำการค้าขายงานศิลปะของพวกเขา ถนนเส้นนี้จึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปิน และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่าง Juan de Dios Filiberto ผู้สร้างจังหวะแทงโก้อันโด่งดัง
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้นนำท่านชมย่าน Puerto Madero เป็นเมืองใหม่ที่มีการวางผังเมืองที่ดีตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Rio de la Plata ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมของบัวโนสไอเรสยุคล่าสุด นำชมต่อในย่านดาวน์ทาวน์ Recoleta ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยและแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่น แบรนด์เนม ผ่านชม โอเปร่าเฮ้าส์ โกลอน (Colon Theatre) โอเปร่าเฮ้าส์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่แสดงบัลเล่ต์และวงซิมโฟนี่ พาท่านชม สถานที่ฝังศพของเอวิต้า เปรอง (Tomb of Evita Peron) อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้นายพลฮวน เปรอง ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เอวิต้า เปรอง เสียชีวิตในวัยเพียง 33 ปี ด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก การเสียชีวิตของเธอสร้างความเสียใจให้แก่ประชาชนชาวอาร์เจนตินาเป็นอย่างมาก ประวัติชีวิตของเอวิต้า เปรอง ได้มีผู้นำมาเขียนเป็นหนังสือ ละครเวที และภาพยนตร์
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ พร้อมชมศิลปะการเต้นแทงโก้ ที่ La Ventana
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Dazzler by Wyndham Buenos Aires San Martin 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศ ท่าอากาศยานฮอร์เช นิวเบรี่ (Aeroparque Internacional Jorge Newbery : AEP)
06.25 น. เดินทางสู่สนามบินอิกวาซู ฝั่งอาร์เจนติน่า โดยสายการบินแอโรลิเนียส อาร์เจนตินาส (Aerolneas Argentinas) เที่ยวบินที่ AR1770 (0625 – 0820) (ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 55 นาที)
08.20 น. เดินทางถึงสนามบิน Cataratas of Iguazu International Airport (IGR)
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม น้ำตกอิกวาซู (Iguazu Falls) น้ำตกที่มีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าน้ำตกไนแองการ่าถึง 4 เท่า กว้างกว่า 2 กิโลเมตร บางช่วงสูงกว่า 100 เมตร มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งเกิดจากแม่น้ำริโอ อิกวาซู ทั้งสายไหลจากหน้าผาเบื้องบนลงสู่หุบเหวอันลาดชันเบื้องล่าง ตลอดแนวน้ำตก มีโขดหินที่แบ่งน้ำตกออกเป็นน้ำตกย่อยๆ เกือบ 30 แห่ง พลังของน้ำที่ตกลงมาก่อให้เกิดเสียงครึกโครมละอองน้ำกระจายไปทั่วบางครั้งอาจเกิดสายรุ้งอย่างสวยงาม ชมน้ำตกฝั่งอาร์เจนติน่า Upper Circuit และ จุดชมน้ำตก Devil's Throat Optional สำหรับท่านที่ต้องการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมน้ำตก กรุณาติดต่อมัคคุเทศก์ท้องถิ่น (ค่าบริการไม่รวม)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Wyndham Foz do Iguacu 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านชม น้ำตกอิกวาซู ฝั่งบราซิล ลงลิฟต์ลงสู่เบื้องล่าง ไปที่จุดชมน้ำตก Salto Floreano จากนั้นนำท่านล่องเรือไปบนสายน้ำ เพื่อชมน้ำตกอย่างใกล้ชิดด้วยโปรแกรม Macuco Safari (เตรียมตัวเปียกกันหน่อยนะคะ)
ได้เวลานัดหมาย นำท่านเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติฟอส ดู อีกัวซู (Foz do Iguacu International Airport : IGU)
14.20 น. เหินฟ้าสู่ กรุงริโอ เดจาเนโร ประเทศบราซิล โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines)
เที่ยวบินที่ LA3685 (1420 – 1610) (ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที)
16.10 น. เดินทางถึงสนามบินอังโตนีอู การ์ลูช โชบิง (RIOgaleo - Tom Jobim International Airport : GIG) เมืองริโอ เดจาเนโร ประเทศบราซิล จากนั้นนำชม ย่านชายหาดโคปาคาบานา (Copacabana Beach) ชายหาดที่ยาวกว่า 4 กิโลเมตร มีทางเดินเลียบชายหาดสไตล์โปรตุเกสที่ปูกระเบื้องเป็นรูปคล้ายเกลียวคลื่น ชายหาดโค้งรับกับหาดทรายขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส อิสระเที่ยวชมหาดจนได้เวลาอาหารค่ำ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ พร้อมด้วยการชมระบำแซมบ้า การเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของบราซิล
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Windsor Excelsior Copacabana Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ ภูเขาคอร์โควาโด (Corcovado) ตั้งในอุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิคที่รื่นเริง และเป็นที่ตั้งของ Christ the Redeemer คือรูปปั้นของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการลงคะแนนเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และถือเป็นสัญลักษณ์ของนครริโอ เดจาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวคริสต์ในประเทศบราซิลทั้งหมด และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง เป็นรูปปั้นที่มีความสูงถึง 30 เมตร กว้าง 38 เมตร มีน้ำหนัก 635 ตัน ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็น เมืองริโอ เดจาเนโรได้ทั้งหมด ถือเป็นรูปปั้นพระเยซูคริสต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่บนระดับความสูง 710 เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หุ้มด้วยหิน เนื่องจากมีความทนทานสูง แกะสลักโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส Paul Landowski และออกแบบโครงสร้างโดย Albert Caquot ออกแบบสถาปัตยกรรมโดยวิศวกรชาวบราซิล Heitor da Silva Costa ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1931 นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถรางไปบนยอดเขา เพื่อชมรูปปั้นอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบราซิลและคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ชาวบราซิลนั้นมีความเชื่อและอ้างว่า พระเจ้าเป็นชาวบราซิล ซึ่งอาจเป็นเพราะรูปปั้นพระเยซู ที่ยืนเพ่งมองมายังเมืองราวกับว่า ริโอ อยู่ในความคุ้มครองของพระองค์
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสู่ ยอดเขาซูการ์โลฟ (Sugarloaf Mountain) เป็นภูเขาที่มีความสูงถึง 1,400 เมตร ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนปลายแหลม ปากอ่าวกัวนาบารา (Guanabara Bay) ให้ท่านได้ชมวิวทิวทัศน์ อันงดงามของ เมือง ริโอ นี้ได้อย่างเต็มที่ บนนี้ท่านสามารถมองเห็นฝั่งทะเล ผ่านชายหาดโคปาคาบานา ชายหาดที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่มีความยาวกว่า 4 กิโลเมตรได้อย่างชัดเจน จากนั้นชมย่านดาวน์ทาวน์ ผ่านชมวิหารย่านใจกลางเมือง Metropolitan Cathedral สวนสาธารณะอันร่มรื่นพร้อมทั้งชมสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก สนามมาราคาน่า (Maracan Stadium) จุผู้ชมได้ถึง 200,000 คน สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1950 นอกจากสถานที่นี้จะใช้เป็นการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ยังใช้เป็นการจัดเวทีแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งอีกด้วย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน เพื่อเดินทางไปยังเมืองซานติอาโก ประเทศชิลี
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
22.05 น. เหินฟ้าสู่ เมืองซานติอาโก ประเทศชิลี โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines)
เที่ยวบินที่ LA773 (2205 – 0156+1) (ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง 51 นาที)
01.56 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอาร์ตูโรเมริโนเบนิเตซ (Arturo Merino Benitez International Airport : SCL) เมืองซานติอาโก ประเทศชิลี ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นำท่านเดินทางสู่โรงแรม
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Four Points by Sheraton Hotel 4* Santiago หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านเที่ยวชม เมืองซานติอาโก (Santiago) นครในอ้อมกอดของขุนเขา ปัจจุบันซานติอาโกมีประชากรประมาณ 12 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ ประเทศชิลี มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐชิลี (Republica de Chile) มีเนื้อที่ติดชายฝั่งทะเลยาวระหว่างเทือกเขาแอนดีสกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีอาณาเขตจรดประเทศอาร์เจนตินาทางทิศตะวันออก จรดโบลิเวียทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจรดเปรูทางทิศเหนือ ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกของประเทศมีความยาว 6,435 กิโลเมตร ชิลีมีดินแดนในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยครอบครองหมู่เกาะควนเฟร์นันเดส เกาะซาลาอีโกเมซ หมู่เกาะเดสเบนตูราดัส และเกาะอีสเตอร์ในโพลินีเซีย ชิลียังอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนในแอนตาร์กติกาด้วย
ชมย่านธุรกิจการเงิน แซนฮัตตัน (Sanhattan เลียนแบบชื่อเมือง แมนฮัตตัน) คือชื่ออย่างไม่เป็นทางการให้กับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซานติอาโก ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารสมัยใหม่จำนวนมาก อาทิเช่น อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร โรงแรมและธนาคาร ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาแพงที่สุด มีอาคารสูงอย่างเช่น Titanium La Portada ซึ่งมี 52 ชั้น และสูง 192 เมตร และมีอาคาร Torre Gran Costanera ที่สูง 300 เมตร มี 60 ชั้นเป็นหนึ่งในอาคารที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้
ชมย่านใจกลางเมือง จัตุรัสอาร์มัส (Plaza de Armas) เดิมสถานที่แห่งนี้เคยจัดเป็นตลาดนัดและสถานที่ แขวนคอนักโทษ ปัจจุบันร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา ชมย่านเมืองเก่าบาร์ริโอ-ปารีลงดร์ (Barrio Paris-Londres) พื้นที่อยู่อาศัยที่ล้อมรอบใจกลางเมือง ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของซานติเอโก ที่มีความเจริญรุ่งเรืองของปี ค.ศ. 1920 และมหาวิทยาลัยบาร์ริโอ
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย ออกเดินทางจากซานติอาโกเลียบไปตามชายฝั่งทะเลประมาณ 68 กิโลเมตร สู่เมืองฟาลปาไรโซ (Valparaiso) ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ช่วงแรกเส้นทางจะข้ามหุบเขา Curacavi กับการทำสวนผลไม้ ไร่องุ่น ตลาดผลไม้เล็กๆ และร้านอาหาร จากนั้นผ่านหุบเขา Casablanca แหล่งผลิตไวน์พื้นที่มีชื่อเสียง แล้วพบกับความเขียวขจีของ Captivates เดินทางถึง Valparaiso dubbed เมืองโบราณมรดกโลกโดยยูเนสโก นำท่านชมเมือง เดินผ่านตรอกซอกซอย ที่คดเคี้ยวผ่านภูเขา ชมโรงละครธรรมชาติ ฟังประวัติศาสตร์เมืองเก่าที่ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงงดงาม จากนั้นเดินทางกลับเมืองซานติอาโก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Four Points by Sheraton Hotel 4* Santiago หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังสนามบิน
08.35 น. เหินฟ้าสู่เกาะอีสเตอร์ โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines) เที่ยวบินที่ LA841
(0835 – 1200) (ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง 25 นาที)
12.00 น. เดินทางถึง Mataveri International Airport (IPC) เกาะอีสเตอร์ นำท่านเดินทางเช็คอินเข้าที่พัก
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
ทัวร์ชม เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่า เกาะราปานุย (Rapa Nui) และในภาษาสเปนเรียกว่า เกาะปัสกวา (Isla De Pascua) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในการปกครองของประเทศชิลี ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก และอยู่ห่างฝั่งทางทิศตะวันออกถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาวด้านที่ยาวที่สุด 25 กิโลเมตร บนเกาะอีสเตอร์มีรูปสลักหินปริศนา “โมอาย” (MOAI) ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่ บางตัวใส่หมวก โมอายถูกพบตามแหล่งฐานหินที่เรียกว่า “อาฮู” (AHU) ซึ่งพบเห็นกระจายอยู่ทั่วเกาะกว่า 300 แห่ง โมอายถูกพบมากกว่า 600 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ ในเขตอุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี โมอายเกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่ก็มีบางตัวซึ่งมี “พูเกา” (PUKAU) ลักษณะคล้ายหมวกเป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ โมอายเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ราโน ราราคู (Rano Raraku) นอกจากนั้นในการค้นพบ โมอายเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอน ซึ่งเชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม และถูกฝังมานานนับปี ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้างโมอายนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีการสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา ข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้นโมอายถูกแกะสลักโดยพวกโพลิเนเชียน (Polynesian) ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่าพวกโพลิเนเชียนอาจสร้างโมอายขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญในสมัยนั้น หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว
โมอายได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1990 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทาขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
2. เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือที่สาบสูญไปแล้ว
3. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
เดินทางสู่ตอนกลางของเกาะอีสเตอร์ เพื่อชม อาฮู อากิวี โมอาย (Ahu Akivi Moai) ซึ่งมี 7 ตัว เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของเจ็ดพี่น้องที่ถูกส่งมาสำรวจเกาะแห่งนี้ เนื่องจากโมอายที่นี่หันหน้าออกไปทางทะเล
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Tahatai Hotel 3* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านเดินทางไปทางใต้ของเกาะอีสเตอร์ เพื่อเยี่ยมชมแหล่งที่ค้นพบโมอายมากที่สุดที่ เหมืองหินราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบโมอายอยู่เกือบ 400 ตัว นอกจากนี้ยังมีก้อนหินที่ยังไม่แกะสลักอีกกว่า 900 ก้อน โมอายบางตัวอยู่ในกระบวนการแกะสลักซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์ บางตัวยังถูกแกะสลักอยู่ครึ่งๆ กลางๆ อยู่ในลักษณะตั้งยืนบ้าง ล้มนอนบ้าง ทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกระทันหัน
จากนั้นชมโมอายที่ อาฮู ตองการิกิ (Ahu Tongariki) ที่ค้นพบโมอายขนาดใหญ่ที่สุดเรียงเป็นแถว 15 ตัว ในปี ค.ศ. 1960 ได้เกิดคลื่นยักษ์ซูนามิจึงเกิดความเสียหายแก่โมอาย ทำให้ส่วนหมวกกระเด็นหลุดไป เหลือเพียงหนึ่งตัวที่ยังมีหมวกอยู่ อาฮูแห่งนี้ได้รับการบูรณะจากบริษัทญี่ปุ่นในช่วงปีค.ศ. 1992-1995
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน แบบกล่อง
จากนั้นเดินทางไปยังชายฝั่งตะวันออกชม อาฮู เต ปิโต คูรา (Ahu Te Pito Kura) เป็น โมอายที่มีขนาดใหญ่สุด ที่ถูกขนส่งมาด้วยระยะทางที่ไกลที่สุด สูงถึง 10 เมตร หนักถึง 80 ตัน อยู่ในสภาพนอนล้มลง
นำท่านชม ถ้ำอานา เต ปาฮู (Ana Te Pahu Cave) เป็นถ้ำลาวาที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะ และ อาฮู เตเปอ (Ahu Tepeu) ชมโมอายอีกแห่งที่อยู่ในสภาพเดิมใส่หมวก (Topknot)
จากนั้นชม ชายหาดอานาเคนา (Anakena Beach) เป็นหาดทรายสีขาวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นบริเวณแรกที่มีการตั้งรกรากอาศัยอยู่บนเกาะและเป็นบริเวณที่พำนักของกษัตริย์ชาวราปานุยในอดีต เดินเล่นสัมผัสไออุ่นของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้ๆกัน ชมโมอาย อาฮู เนา เนา (Ahus Nau Nau) ถูกบูรณะตั้งให้อยู่ในสภาพที่ยืนเรียงแถวอย่างสมบูรณ์ และโมอาย อาฮู อาตาเร่ ฮูเก้ (Ahu Atare Huke) ซึ่งคนพื้นเมืองชาวเกาะได้ช่วยกันบูรณะขึ้นมาในปี ค.ศ. 1955 ได้เวลาพอสมควร เดินทางกลับที่พัก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Tahatai Hotel 3* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
หลังอาหารเช้านำท่านย้อนเวลาอีกครั้งสู่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาะราปานุยที่ หมู่บ้านหิน Orongo ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอีสเตอร์ ที่มีปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นหน้าผาสูงประมาณ 300 เมตร สถานที่ทำพิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษ เมื่อรูปปั้นโมอายถูกทำลายและเกิดความวุ่นวายขึ้นบนเกาะ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ อำนาจทางโลกถูกยึดโดยนักรบผู้มีสัญลักษณ์ “Birdman” เกิดความเสื่อมในการเคารพบูชาบรรพบุรุษ Orongo คือแหล่งรวบรวมราปานุยแห่งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ มีการแข่งขันหาผู้ที่แข็งแกร่งเป็น Birdman ด้วยการแข่งขันหาไข่นกใบแรกในฤดูกาลบริเวณนอกชายฝั่งเกาะ Motu Nui ผู้พิชิตรายแรกจะได้รับยกย่องเป็น Birdman แห่งปี
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน
14.45 น. เหินฟ้าสู่ ซานติอาโก โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines) โดยเที่ยวบินที่ LA842
(1445 – 2115) (ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมง 30 นาที)
21.15 น. เดินทางถึงเมืองซานติอาโก (Santiago)
ค่ำ เข้าสู่โรงแรมที่พัก Four Points by Sheraton Hotel 4* Santiago หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม หรือรับอาหารกล่อง จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน
07.45 น. เหินฟ้าสู่ เมืองลิม่า ประเทศเปรู โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines)
เที่ยวบินที่ LA650 (0745 – 1040) (ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 55 นาที)
10.40 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติฮอร์เกซาเวซ (Jorge Chavez International Airport : LIM) เมืองลิม่า ประเทศเปรู “เปรู” เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอินคาโบราณ ด้วยเหตุนี้ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของอาณาจักรอินคา จึงยังมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ลิม่า (Lima) เป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค มีความสูงระดับเดียวกับน้ำทะเล นำชม เมืองลิม่า (Lima) เมืองหลวงของเปรูและเมืองที่ใหญ่ที่สุด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1535 เป็นเมืองที่มีความทันสมัยและผสมผสานกับบรรยากาศของสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคม ลิม่าเคยถูกปกครองโดยสเปนอยู่ 300 ปี จึงไม่แปลกที่ท่านจะเห็นคริสตจักรที่สวยงามอยู่ทั่วไป ลิม่ายังเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการลิ้มลองอาหารอันยอดเยี่ยมของชาวเปรู ซึ่งมีความหลากหลาย นำชมย่านธุรกิจ สถานที่ทำการของรัฐบาล และชม เซนต์ฟรานซิสโก คอนแวนซ์ (San Francisco Convent) คริสตจักรที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1774 สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลของสเปน ห้องสมุดของคอนแวนต์ มีชื่อเสียงระดับโลก ด้านล่างมีที่สถานที่เก็บกระดูกของผู้นำทางศาสนา และมีทางเดินเชื่อมต่อกับโบสถ์ที่อยู่ใกล้กัน โบสถ์และคอนแวนต์ เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ประวัติศาสตร์ของลิม่าซึ่งถูกบันทึกอยู่ในรายการมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 1991
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชมเขตเมืองเก่า ย่านจตุรัสอาร์มาส (Plaza de Armas หรือ จัตุรัสมาเยอร์ Plaza Mayor) มีโบสถ์ฟรานซิสโก มหาวิหารประจำเมือง ภายในวิหารอันสวยงามเป็นสถานที่ฝังศพของฟรานซิสโก ปิซซาโร่ ชาวสเปนผู้ค้นพบเปรู
จากนั้นชม ย่านซานอิสโตร (San Isidro) ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการเงิน บริเวณใกล้กันท่านจะได้ ชมแหล่งโบราณคดียุคก่อนอาณาจักรอินคาที่เก่าแก่ มีความซับซ้อนทางโบราณคดีที่สำคัญ เรียกว่า ฮัวกา ฮัวลามาร์กา (Huaca Huallamarca) หรือยังเรียกว่า "Pan de Azcar" (ขนมปังน้ำตาล) คาดว่าสร้างมาประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาลถึง 700 AD และถูกใช้งานแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย "Huaca Huallamarca" จะถูกรักษาไว้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมย่านทันสมัยของ San Isidro ที่มีชุมชนที่พัฒนาตลอดในยุคก่อนสเปนและโปรตุเกส และยังเป็นสถานที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุที่พบใน "Huallamarca" ตั้งแต่การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958 จากนั้นชม ตลาดดอกไม้สด บน ถนนรีพับลิก นำชมย่านที่พักอาศัยชานเมืองแถว มิราโฟลเรส (Miraflores) ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความงามของบ้านและสวน
นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์ Larco Museum พิพิธภัณฑ์เอกชนที่รวบรวมวัตถุโบราณอายุกว่า 5,000 ปี เป็นเครื่องปั้น และรูปสลักต่างๆ ทองคำ กว่า 45,000 ชิ้นงาน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Holiday Inn Lima Miraflores by IHG 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังสนามบิน
07.50 น. เหินฟ้าสู่เมืองคุซโก (Cusco) โดยสายการบินลาแทมแอร์ไลน์ (LATAM Airlines) เที่ยวบินที่ LA2007
(0750 – 0915) (ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที)
09.15 น. เดินทางถึง Alejandro Velasco Astete International Airport (CUZ) เมืองคุซโก
คุซโก (Cusco) นครหลวงโบราณของชาวเปรู ซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับน้าทะเลถึง 3,400 เมตร และเป็นแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นชุมชนเก่าแก่ของจักรวรรดิอินคาอันรุ่งเรือง ซึ่งทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญไว้เป็นซากปรักหักพัง โบราณสถาน และโบราณวัตถุต่างๆ อดีตนครหลวงแห่งจักรวรรดิอินคา ที่นี่เมื่อกว่า 5 ศตวรรษก่อน เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจและการปกครองที่แผ่อิทธิพลครอบคลุมฝั่งตะวันตกในทวีปอเมริกาใต้ เกือบทั้งหมด ก่อนจะตกไปอยู่ในมือนักล่าทองคำอย่างพวกสเปน แล้วกลายเป็นเมืองขึ้นไปในที่สุด ชมความซ้อนทับทางประวัติศาสตร์ของสองอารยธรรม ทั้งจากสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต ซึ่งยังปรากฏเด่นชัดอยู่กระทั่งทุกวันนี้
นำท่านเดินทางไป สถานกงสุลโบลิเวีย (Consulate of Bolivia) เพื่อยื่นขอวีซ่าโบลิเวีย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม วิหารพระอาทิตย์ (Temple Of The Sun) หรือที่ชาวอินคาเรียกว่า โกริกันฉะ (Koricancha) ที่มีอายุหลายร้อยปี ซึ่งในอดีตเป็นเทวสถานที่สำคัญของชาวอินคา ใช้บูชาเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง ในสมัยที่สเปนเข้ายึดครอง ได้ทำการเปลี่ยนเป็นโบสถ์และวิหารของชาวคาทอลิคในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยในอดีตนั้นว่ากันว่าวิหารนี้ถูกปกคลุมไปด้วยทองคำทั้งภายในและภายนอก ได้เวลาอันควรนำท่านเดินทางสู่ จัตุรัสกลางเมือง (Plaza De Armas) ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา นำท่านชม มหาวิหารประจำเมือง (La Cathedral) ชมภาพเขียนสีและแท่นบูชาที่แกะสลักจากไม้บริเวณภายในวิหาร
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ซัคซัยอัวมัน (Sacsayhuaman) ชมหมู่อาคารและกำแพงที่สร้างจากหินล้วน ชมเทคนิคการวางเรียงหินของชาวอินคาในอดีต ที่ใช้การตัดแต่งหินและวางเรียงเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว จากการคำนวณของนักโบราณคดี คาดกันว่าต้องใช้แรงงานประมาณ 20,000 คนกับเวลาสร้างอีก 70 ปี ถึงจะสร้างเสร็จ จากนั้นชม ตัมโบมาเซย์ (Tambomachay) ที่ในอดีตเคยเป็นที่อาบน้ำแร่ของชนชั้นสูงของชาวอินคาที่ยังคงใช้ได้จนถึงปัจจุบัน นำชมอาคารอาบน้ำของชาวอินคาโบราณและวิธีการขนส่งน้ำ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sonesta Cusco Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
ออกเดินทางสู่หมู่บ้าน Awana Kancha หมู่บ้านที่ผลิตงานฝีมือของชาวเปรู ท่านสามารถใกล้ชิดกับชาวบ้านที่ทอผ้าและสัตว์ประจำถิ่น จากนั้นเดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านปิแซค (Pisac Village) หมู่บ้านชาวอินเดียนที่มีสีสัน ที่พลาดไม่ได้ คือ ตลาดปิแซค บริเวณจัตุรัสกลางหมู่บ้าน เป็นสถานที่ที่รู้จักกันดีที่สุดเป็นตลาดที่มีเสน่ห์ ท่านจะพบกับสินค้าท้องถิ่นมากมาย เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของงานหัตถกรรมท้องถิ่น ชาวบ้านจากหมู่บ้านไกลๆ เดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและขายของพวกเขาผลิต ในส่วนการท่องเที่ยวคุณสามารถซื้อสินค้าของที่ระลึกจากงานหัตถกรรมท้องถิ่นได้ที่นี่ และเป็นงานฝีมือชาวบ้านและมีคำแนะจากหนังสือว่าราคาถูกกว่าที่คุซโก (เชื่อหรือไม่ต้องพิสูจน์เองนะคะ) สำหรับท่านที่ไม่ได้ซื้อของการเดินเล่นในตลาด ชมสีสันการแต่งกาย และวิถีชีวิตของผู้คนไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน สินค้า และบรรยากาศของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมตลาดแห่งนี้ ก็เป็นสีสันให้กับการมาเยือนหุบเขาแห่งนี้
นำท่านเดินทางสู่ หุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งอูรูบัมบ้า (Sacred Valley of Incas หรือ Urubamba Valley) หุบเขาที่งดงามบนเทือกเขาแอนดีส ลัดเลาะไปตามแม่น้ำอูรูบัมบ้า ชาวท้องถิ่นเรียกที่นี่ว่า เอล วาล ซากราโด้ หรือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ห่างจากคุซโก 60 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,792 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ระหว่างทางชมทัศนียภาพของภูมิประเทศที่งดงามมหัศจรรย์
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
ออกเดินทางสู่เมือง โอแลนเทย์ทัมโบ (Ollantaytambo) ประมาณกลางศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิอินคา Pachacuti เอาชนะเมืองข้างเคียง Ollantaytambo และรวบรวมเป็นจักรวรรดิและสร้างใหม่เมืองขึ้นมา ได้ทำการสร้างเมืองลดหลั่นเป็นชั้นเพื่อการชลประทานในหุบเขาอูรูบัมบ้า และจัดที่พักสำหรับขุนนางเพื่อดูแล หลังจากการตายของ Pachacuti เมือง Ollantaytambo ตกมาภายใต้การบริหารของตระกูล panaqa ต่อมามีการรุกรานของสเปน เมืองโอแลนเทย์ทัมโบ ถูกแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงเพื่อบัญชาการรบและต้านกองกำลังสเปน
นำท่านสู่ ป้อมโอแลนเทย์ทัมโบ (Ollantaytambo) เป็นซากเมืองอินคาโบราณในภาคใต้ของเปรู ซากเมืองสร้างด้วยหินขนาดใหญ่ ในอดีตชาวอินคาใช้ป้อมเมืองแห่งนี้ในการต่อต้านสเปน และมีชัยชนะเหนือสเปน แต่ต่อมาสเปนได้โจมตีกลับอย่างหนักและทำลายป้อมและเมืองลงอย่างย่อยยับ ปัจจุบันได้มีอาคารบ้านเรือนสร้างทับอยูในบางส่วนบนป้อมเมืองโบราณ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sonesta Hotel Posadas del Inca Yucay 4* หรือเทียบเท่า
หมายเหตุ : โปรดทราบการโดยสารรถไฟเพื่อขึ้นไปยังสถานีอควาส์ คาเลียนเต้ส์นั้น ท่านมีสัมภาระได้เพียง 1 ใบ และมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม กระเป๋าใบใหญ่ที่แยกแล้วเราจะนำใส่รถที่จัดไว้นำไปฝากไว้ที่โรงแรมในเมืองคูซโก
เช้าตรู่ รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ สถานีรถไฟ ขึ้นรถไฟ Peru Rail เคลื่อนขบวนออกจากสถานีไต่ระดับความสูงขึ้นเทือกเขาแอนดิสอันยิ่งใหญ่ สู่นครลึกลับ มาชูปิกชู (Machu Picchu) นครที่สาบสูญไปของอาณาจักรอินคาบนยอดเขาสูงที่มักจะถูกหมอกปกคลุมอยู่เสมอ เป็นนครที่มีผู้พยายามสำรวจค้นหาอยู่เป็นเวลานาน จนถึงปีค.ศ. 1911 นครแห่งนี้จึงปรากฏสู่สายตาชาวโลกในลักษณะสภาพบ้านเมือง บ้านเรือน พระราชวัง วิหาร ซึ่งยังคงสภาพเดิมที่ดีราวกับได้รับการอนุรักษ์ดูแลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ระหว่างทางชมความสวยงามของธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ ยามที่เมฆลอยต่ำปกคลุมยอดเขาไว้ในสายหมอก ข้างทางเป็นแม่น้ำอูรูบัมบา (Urubamba) ไหลแรง คดเคี้ยวขนานไปกับทางรถไฟสู่ปลายทางทีสถานีที่ เมืองอควาส์ คาเลียนเต้ส์ (Aquas Calientes) รถไฟถึงสถานี จากนั้นนำท่านออกเดินทางต่อโดยรถโค้ชของอทุยาน ขับขึ้นไปยังภูเขาบนเส้นทางอันคดเคี้ยว (ประมาณ 20 นาที) สู่มาชูปิกชู โบราณสถานสมัยอินคาที่ยังคงลึกลับอยู่ในเรื่องราว แม้แต่กับฮิรัม บิงแฮม ผู้ค้นพบที่จริงเขาตั้งใจจะหาเมืองโบราณสองเมือง ที่ปรากฏชื่ออยู่ในเอกสารโบราณ แต่กลับมาพบเมืองที่ไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารใดทั้งสิ้น เลยตั้งชื่อเมืองตามชื่อภูเขาที่เป็นที่ตั้ง มาชูปิกชู (Machu Picchu) หมายความว่า Old Mountain และข้างๆ ยังมี ยอดเขา Huayna Picchu หรือ New Mountain ตัวโบราณสถานมาชู ปิกชูนั้นซ่อนอยู่บนยอดเขาสูงเฉียดฟ้าและ ณ ที่นี่คือเมืองที่ไม่กี่ร้อยปีมานี้ยังมีผู้คนอาศัย ก่อนจะถูกทิ้งร้างไปเมื่อสเปนเข้ามาในศตวรรษที่ 15 เมืองที่อาจจะไม่ได้สวยงามสมบูรณ์แบบแต่ความมหัศจรรย์อยู่ตรงสถานที่ตั้งที่อยู่ในระดับความสูงเฉียดฟ้าและความสวยงามกับบรรยากาศโดยรอบ นำท่านชมบริเวณรอบเขามาชูปิกชู ชมนครของชาวอินคาในอดีต ชมซากบ้านเรือน ห้องอาบน้ำ และพระราชวังของเจ้าผู้ครองอาณาจักรอินคา อิสระให้ท่านเดินชมโบราณสถาน มาชูปิกชู (Machu Picchu) และหามุมถ่ายภาพสวยๆกันอย่างเต็มที่ จนได้เวลานัดหมาย นำท่านนั่งรถโค้ชลงจากยอดเขา
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นั่งรถไฟ เคลื่อนขบวนออกจากสถานีมาชูปิกชู สู่สถานีโอแลนเทย์ทัมโบ แล้วนั่งรถกลับไปยังเมืองคุซโก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sonesta Cusco Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองปูโน (Puno) ระหว่างทางนำท่านแวะชม Andahuaylillas เป็นเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเทือกเขาแอนดีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ โบสถ์ซิสทีนของเปรู (Peru’s Sistine Chapel) โดยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังตกแต่งอย่างสวยงามครอบคลุมผนัง แผ่นฐาน เพดาน และด้านหน้าโบสถ์
ออกเดินทางต่อไปชม Raqch'i แหล่งโบราณคดีอินคา ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,480 เมตร เป็นที่รู้จักในชื่อ วิหาร Wiracocha สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอินคาที่กล้าหาญที่สุด และมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมที่ไม่ธรรมดา
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
ออกเดินทางต่อไปยังเมืองปูโน ผ่าน La Raya จุดที่สูงที่สุดในเส้นทางคุซโก-ปูโน ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,338 เมตร เป็นสถานที่ที่หนาวเย็นและห่างไกล ที่นี่จะสังเกตเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของเทือกเขาแอนดีส มีแม่น้ำที่ไหลไปสู่เมืองคุซโก กำเนิดขึ้นเป็นแม่น้ำอเมซอน ส่วนทางไปปูโนจะเป็นแม่น้ำสาขาของทะเลสาบติติกากา และที่นี่จะเห็นสัตว์ต่างๆ ทั้งอัลปาก้า ลามะ และบิกุญญา
เดินทางถึง เมืองปูโน (Puno) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลสาบติติกากา (Lake Titicaca) เป็นเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมอาณานิคมสเปนและวัฒนธรรมพื้นเมืองเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sonesta Hotel Posadas Del Inca Puno 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
นำท่านออกเดินทางข้ามพรมแดนสู่ ประเทศโบลิเวีย (Bolivia) ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีทะเลสาบติติกากา (Lake Titicaca) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกาใต้รองจากทะเลสาบมาราไกโบ (Lake Maracaibo) ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร อาณาจักรติวานาคูโบราณ (Tiwanaku หรือ Tiahuanaco) และตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึงต้นศตวรรษที่ 16 ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอินคา ทำวีซ่าหน้าด่านเสร็จแล้วเดินทางไปยังเมืองโคปาคาบานา
เดินทางถึง เมืองโคปาคาบานา (Copacabana) เมืองหลักของโบลิเวียบนชายฝั่งทะเลสาบติติกากา ชม มหาวิหารพระแม่แห่งโคปาคาบานา (Basilica of Our Lady of Copacabana) สถานบูชาในอาณานิคมสเปนสมัยศตวรรษที่ 17 เป็นที่ประดิษฐานรูปจำลองของ The Virgen de Copacabana
นำท่านล่องเรือไปยัง เกาะแห่งดวงอาทิตย์ (Isla del Sol) ซึ่งมีตำนานเล่าว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอาณาจักรอินคา มีซากปรักหักพังมากกว่า 80 แห่งบนเกาะ เนินเขาหลายแห่งบนเกาะมีการทำเกษตรกรรมแบบขั้นบันไดซึ่งปรับภูมิประเทศที่สูงชันและเป็นหินให้เข้ากับเกษตรกรรม ซากปรักหักพังบนเกาะ ได้แก่ ติติกาลา (Titi Qala) สิ่งก่อสร้างคล้ายเขาวงกตที่เรียกว่า Chinkana, Q'asa Pata และ Pillkukayna ในศาสนาของชาวอินคา เชื่อกันว่าเทพแห่งดวงอาทิตย์มาประสูติที่นี่
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านเดินไปยัง น้ำพุอินคา (Fuente Inca) หรือ น้ำพุแห่งความเยาว์วัย สำหรับชาวอินคาน้ำทั้งสามสายเป็นตัวแทนของคำขวัญประจำชาติของพวกเขา Ama sua, Ama llulla, Ama khella (อย่าขโมย อย่าโกหก และอย่าเกียจคร้าน) น้ำพุแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญสำหรับชาวบ้านจนถึงปีค.ศ.2015
จากนั้นนำท่านเดินทางไปยัง เมืองลาปาซ (La Paz) ตั้งอยู่ในหุบเขาแม่น้ำชูกียาปู เบื้องล่างของที่ราบสูงที่ระดับความสูง 3,600 เมตร ส่วนบนที่ราบสูงนั้นเป็นเมืองเอลอัลโตซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติ ระบบการขนส่งที่เชื่อมระหว่างสองเมืองได้รับการพัฒนาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ชื่อเมืองลาปาซเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษจะมีความหมายว่า "สันติภาพ (peace)" เนื่องจากลาปาซตั้งอยู่บนที่ราบสูงเทียบเท่าทิเบต จึงเป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามอยู่บ่อยครั้งว่าเป็น "ทิเบตแห่งอเมริกา"
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Atix Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม หรืออาหารกล่อง
07.40 น. เหินฟ้าสู่ อูยูนี (Uyuni) โดยสายการบิน Boliviana de Aviacin เที่ยวบินที่ OB304 (0740 – 0840) (ใช้เวลา 1 ชั่วโมง)
08.40 น. เดินทางถึง Joya Andina Airport (UYU) พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่น พักปรับร่างกายกันสักครู่ (การเที่ยวที่เมืองอุยโยนี จะใช้รถ 4x4 นั่งคันละ 3-4 คน) จากนั้นนำท่านเดินทางไปชม สุสานรถไฟ (Train Cemetery) ห่างจากตัวเมืองอูยูนี ประมาณ 3 กม. ขบวนซากรถไฟนี้ในอดีตเคยใช้เป็นพาหนะขนส่งเกลือ และธาตุอื่นๆ ไปยังท่าเรือในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่สร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤษ และได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโบลิเวียในสมัยนั้น แต่ชาวพื้นเมืองกลับเห็นเป็นการบุกรุกวิถีชุมชนจึงถูกต่อต้าน ต่อมามีระบบขนส่งที่ดีกว่ารถไฟจึงถูกทิ้งร้างไว้และฮอลีวูดเคยใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง MAD MAX และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งเมื่อมาเยือนอูยูนี
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวันแบบกล่อง
จากนั้นเดินทางไปยัง ทะเลสาบเกลือ (Salar de Uyuni) เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม หรือ ทะเลสาบแห้ง (salt flat หรือ dry lake) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ประมาณ 11,000 ตารางกิโลเมตร และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 3,600 เมตร บนเทือกเขาแอนดีส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวีย ด้วยความสูงถึงเพียงนี้ราวกับว่า Uyuni เป็นดินแดนที่อยู่ท่ามกลางฟากฟ้าและก้อนเมฆ ยามปกติจะเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่มีน้ำทะเลขังอยู่เพียงตื้นๆ ส่วนในบางฤดูน้ำอาจระเหยออกจนกลายเป็นทะเลเกลือขาวโพลนซึ่งให้ความสวยงาม และด้วยความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้ Uyuni กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโบลิเวีย ชมความสวยงามของทิวทัศน์ที่ประหนึ่งว่ากำลังเดินอยู่ในดินแดนแห่งสวรรค์บนดินที่ตัดขาดจากความวุ่นวายใดๆ จากนั้นเยี่ยม หมู่บ้านโคลชานี (Colchani) ชาวพื้นถิ่นบริเวณนั้นที่ยังชีพด้วยการทำนาเกลือ ชาวบ้านนำเกลือไปแลกกับ อาหารและของใช้ยังหมู่บ้านใกล้เคียง ชมวิธีการสร้างบ้านเรือนจากก้อนเกลือ และเลือกซื้อสินค้าที่ระลึก
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เกาะกลางทะเลสาบเกลือ ชมโบราณสถานอันเก่าแก่ของชาวอินคา Isla Incahuasi (isla = Island, huasi = house) อันเกิดจากภูเขาไฟที่จมอยู่ใต้ทะเลในยุคก่อนประวัติศาสตร์กว่า 40,000 ปี เมื่อโผล่ขึ้นมาเหนือทะเลสาบจึงกลายเป็นเกาะที่มีซากปะการังเกาะเป็นฟอสซิล และชม ต้นตะบองเพชรยักษ์ (การไปชมเกาะจะขึ้นอยู่กับระดับน้ำ หากน้ำท่วมสูงรถอาจเข้าไม่ถึง)
จากนั้นไปชม มัมมี่อินคา (Inca mummy) ที่ถ้ำเชิงภูเขาไฟ Tunupa ที่สงบแล้ว คาดว่าเกิดจากการขาดน้ำและความหนาวเย็น จากนั้นเดินทางต่อไปทางจะวันตกเพื่อชมความงามยามพระอาทิตย์ตกดินที่โรงแรมเกลือ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Palacio de Sal 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน
09.15 น. เหินฟ้าสู่ เมืองลาปาซ (La Paz) โดยสายการบิน Boliviana de Aviacin เที่ยวบินที่ OB305 (0915 – 1015) (ใช้เวลา 1 ชั่วโมง)
10.15 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเอลอัลโต (El Alto International Airport : LPB) เมืองลาปาซ
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย นำท่านชมย่านศิลปะและ ตลาดแม่มด (Witches Market) ตลาดที่ขายสินค้าสมุนไพร เครื่องรางของขลัง และตัวอ่อนลามะแห้งที่ชาวโบลิเวียจะนำไปฝังใต้บ้านเพื่อสิริมงคล เดินเล่นเลือกซื้อของฝากและที่ระลึกกันได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า หมวกสีสันสดใส และยังมีตุ๊กตาคุณป้าโบลิเวียที่มีเอกลักษณ์และสีสันเด่นสะดุดตา นำท่านชม โบถส์ซานฟรานซิสโก (San Francisco Church) สร้างเมื่อปีค.ศ. 1549 เป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมระหว่างบาร็อคของสเปน
ชม จัตุรัสมูริลโล (Murillo Square) ที่ตั้งชื่อตามนักต่อสู้เพื่ออิสระภาพ Pedro Domingo Murillo ที่ถูกแขวนคอเสียชีวิตเพื่อปีค.ศ. 1810 จัตุรัสรายรอบไปด้วยอาคารที่มีชื่อเสียง โบถส์ และวังของประธานาธิบดี ที่มียามรักษาการณ์แต่งเครื่องแบบที่ใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19
จากนั้นนำท่านชม หุบเขาพระจันทร์ (Valley of the Moon) ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านมาลลาซา (Mallasa Village) หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเมืองลาปาซประมาณ 10 กิโลเมตร ภูมิประเทศเต็มไปด้วยหินรูปร่างแปลกๆ ที่เกิดจากการกัดเซาะของลมคล้ายกับคัปปาโดเกียในประเทศตุรกี
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Atix Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน
09.30 น. เหินฟ้าจาก ซานตากรุซเดลาซิเอร์รา (Santa Cruz de la Sierra) ประเทศโบลิเวีย โดยสายการบิน Boliviana de Aviacin เที่ยวบิน OB664 (0930 – 1035) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 5 นาที)
10.35 น. เดินทางถึงสนามบิน Viru Viru International Airport (VVI) รอเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เมืองเซาเปาโล (Sao Paulo)
12.25 น. เหินฟ้าสู่ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยสายการบินGOL อินเทลลิเจนท์แอร์ไลน์
เที่ยวบิน G3 7717 (1225 – 1630) (ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 5 นาที)
16.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเซาเปาโล/กัวรูลโฮส (So Paulo/Guarulhos International Airport:GRU)
อิสระอาหารค่ำภายในสนามบิน
22.00 น. นำท่านเช็คอิน ที่เคานเตอร์สายการบิน EMIRATES
01.35 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบินที่ EK262 (0135 – 2300)
(ใช้เวลาบิน 14 ชั่วโมง 25 นาที)
23.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องบิน
02.50 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบินที่ EK 384 (0250 – 1215)
(ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 25 นาที)
12.15 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ
18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา