
| วันเดินทางไป - กลับ | ผู้ใหญ่ท่านละ | พักเดี่ยวเพิ่มเงิน | ราคาเด็กท่านละ | |
|---|---|---|---|---|
| 30 เม.ย. 69 - 09 พ.ค. 69 | 129,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 29 พ.ค. 69 - 07 มิ.ย. 69 | 129,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 19 มิ.ย. 69 - 28 มิ.ย. 69 | 135,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 24 ก.ค. 69 - 02 ส.ค. 69 | 145,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 11 ส.ค. 69 - 20 ส.ค. 69 | 145,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 18 ก.ย. 69 - 27 ก.ย. 69 | 129,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 09 ต.ค. 69 - 18 ต.ค. 69 | 129,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 16 ต.ค. 69 - 25 ต.ค. 69 | 139,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 13 พ.ย. 69 - 22 พ.ย. 69 | 129,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
| 25 ธ.ค. 69 - 03 ม.ค. 70 | 149,900 บาท | 29,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
20.30 คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 เคาน์เตอร์สายการบินออสเตรียน แอร์ไลน์ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยดูแลเช็คสัมภาระและบัตรที่นั่งบนเครื่อง
23.40 เดินทางสู่เมืองกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยสายการบิน ออสเตรียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ OS026
05.35 เดินทางมาถึงสนามบินเมืองกรุงเวียนนา หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้า เมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว / นำท่านเดินทางสู่เมือง “กราซ” (Graz) (190 กม.) เมืองกราซที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” จากองค์การยูเนสโก้ และเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมในปี ชมเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าดั้งเดิมที่ตั้งมานานหลายศตวรรษ ตรอกซอกซอยในเขตเมืองเก่าคือพยานของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่มีอายุยาวนาน ชม “หอนาฬิกาประจำเมือง” Schlossberg clock tower ที่มีชื่อเสียง กราซเป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมต่างๆจากทุกสมัยทั้ง โกธิค เรอเนส์ซองส์ และบารอก จนถึงยุคย้อนยุค และยุคยูเกนดัชทิล (อาร์ตนูโว) จากนั้นมีเวลาให้ท่านได้เดินเที่ยวชมย่านการค้าที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าที่เวียนนา หรือเพลิดเพลินกับเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอันสวยงาม นำท่านขึ้น ลิฟต์และรถรางขึ้นเขาชลอสเบิร์ก(Schlossbergbahn) ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1894 โดยในเวลาไม่กี่นาที ด้วยความลาดชัน 60% ลิฟต์และรถรางจะนี้มอบวิวทิวทัศน์อันงดงามทั่วย่านเมืองเก่า ศูนย์กลางเมืองประวัติศาสตร์อันโดดเด่น และภูเขาที่อยู่ตรงกลาง เนินชลอสเบิร์กแห่งกราซเป็นทั้งทัศนียภาพทางธรรมชาติ พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจใจกลางเมือง และจุดชมวิวอันงดงาม
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหารเดินทางสู่เมือง คลาเกนเฟิร์ท (Klagenfurt) (135 กม.) คือเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและยังเป็นเมืองหลวงของแคว้นคารินเทีย (Carinthia) เป็นรัฐทางใต้สุดของประเทศออสเตรีย เมืองนี้ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบ Worthersee ที่แวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามของเทือกเขาแอลป์ที่ชื่อว่า Karavanke ได้รับฉายานามว่ากุหลาบแห่งทะเลสาบ Worthersee เนื่องจากเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 1544 จึงถูกสร้างใหม่โดยสถาปนิกชาวอิตาลี ดังนั้นลักษณะของเมืองจึงเน้นสไตล์อิตาลีโดยทั่วไป ชมเมืองที่บริเวณใจกลางเมือง อาคารรัฐสภาแวะถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์มังกร (Dragon Fountain) เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ ชมจัตุรัสเมืองเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของเหล่าอาคารสำคัญๆที่สร้างขึ้นในสไตล์เรอเนสซอง ชมความงดงามของ ลานน้ำพุมังกรลินท์วูร์ม (Lindworm Fountain) ถูกสร้างขึ้นในปี 1593 ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมือง นำท่านออกเดินทางสู่สาธารณรัฐสโลวีเนีย ดินแดนที่มีความงดงามทางลักษณะภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ ภูเขา และศิลปะ วัฒนธรรมที่สุดแสนจะงดงาม
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
ที่พัก: CARINTHIA STADHOTEL KAMPITSCH หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเดินทางสู่เมืองเบลด (Bled) (80 กม.) เมืองตากอากาศตั้งอยู่ริมทะเลสาบและริมเทือกเขาแอลป์จูเลียน เป็นทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศสโลเวเนีย และได้รับการขนานนามว่าเป็นไข่มุกแห่งเทือกเขาแอลป์ นำท่านล่องเรือชมความงามของทะเลสาบเบลด ตัวทะเลสาบเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งโบฮินจ์ (Bohinj Glacier) ในยุคน้ำแข็ง แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือน้ำในทะเลสาบ ไม่ได้มาจากการละลายของธารน้ำแข็ง แต่มาจากบ่อน้ำร้อนใต้ดินหลายแห่ง น้ำในทะเลสาบนี้จึงใสบริสุทธิ์และไม่กลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว เรือล่องผ่าน ปราสาทเบลด Bled Castle ที่ตั้งอยู่บนริมผาติดทะเลสาบ เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุด จักรพรรดิเฮนริค ที่ 2 แห่งเยอรมัน ยกให้เป็นสถานที่พักของบิชอป อัล เบี่ยม แห่งบริเซน (Bishop Albium of Brixen) ในปี ค.ศ.1004 นำท่านขึ้นฝั่งเกาะกลางทะเลสาบเบลด เข้าชมโบสถ์พระแม่มารี (Church of the Mother of God on the Lake) หรือที่รู้จักกันในชื่อโบสถ์แสวงบุญแห่งอัสสัมชัญของพระมามารีหรือพระแม่แห่งทะเลสาบ ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบเบลด มีความสวยงามมากถึงกับได้ลงในถ่ายในนิตยสารท่องเที่ยวของประเทศสโลเวเนียเป็นประจำ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในโบสถ์คือระฆังแห่งความปรารถนา สร้างขึ้นโดย Francesco Patavino จากปาโดวาเมื่อปี 1534 ตำนานเล่าว่าผู้ที่กดกริ่งและขอพรจะเห็นความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง แต่มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง คุณสามารถขอพรได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น…
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านขึ้นกระเช้าลอยฟ้าวิวโวเกล ชมวิวพาโนรามาสุดอลังการ จุดชมวิวโวเกลนี้ตั้งชื่อตามภูเขาสูง 1,923 เมตรทางตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาจูเลียนแอลป์ กระเช้าลอยฟ้าจะนำขึ้นไปถึง ‘Brown Rock’ ที่ความสูง 1,532 เมตร ที่นี่จะอยู่เหนือทะเลสาบโบฮินจ์ประมาณหนึ่งกิโลเมตรชมวิวอันสุดแสนสวยงามของเทือกเขาจูเลียน แอล์ป ในวันที่อากาศแจ่มใส ทิวทัศน์จะงดงามตระการตา ให้ทุกท่านได้เก็บภาพอย่างเต็มที่ หรือเลือกผ่อนคลายในคาเฟ่พร้อมจิบกาแฟหรือช็อกโกแลตร้อน ได้เวลาสมควรนำท่านเข้าสู่บริเวณทะเลสาบโบฮินจ์ที่สุดแสนสวยงาม เข้าชมภายในโบสถ์โบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ สร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 11 หรือปลายศตวรรษที่ 10 ที่ตั้งอยู่ติดกับสะพานหิน ราวกับภาพวาดบนโปสการ์ด(Unseen) รูปลักษณ์ภายนอกสีขาวเรียบง่ายตัดกับงานศิลปะภายในที่เก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม โบสถ์แห่งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังยุคกลางที่งดงามที่สุดในสโลวีเนีย จิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่วาดขึ้นในศตวรรษที่ 15 และ 16 ที่สำคัญเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดในสโลวีเนีย นำท่านลงเรือล่องชมทะเลสาบโบฮินจ์ Bohinj Lake (30 นาที) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ในแอ่งทะเลสาบล้อมรอบด้วยภูเขา เกิดจากธารน้ำแข็งกัดเซาะเมื่อหลายล้านปี และมีน้ำเกือบ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามคำกล่าวของชาวโบฮินจ์โบราณ มีเพียงถังเดียวเท่านั้นหากถังนั้นมีขนาดใหญ่พอ แอ่งทะเลสาบซึ่งลาดลงอย่างชัน ไม่ได้เว้าเข้าและแทบจะไม่มีน้ำตื้นเลย อุณหภูมิที่ผิวน้ำในฤดูร้อนจะสูงถึง 24C และมักจะแข็งตัวในฤดูหนาวระดับน้ำจะสูงขึ้นมากกว่า 3 เมตร ความลึกสูงสุด 45 เมตร ความยาวชายฝั่งทะเลสาบ 12 กิโลเมตร ทะเลสาบโบฮินจ์เป็นถิ่นอาศัยของสาหร่ายแพลงก์ตอน 53 ชนิด สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังประมาณ 60 ชนิด และปลาอย่างน้อย 16 ชนิด จากนั้นเดินทางสู่กรุงลูบเบียนา เมืองหลวง แห่งประเทศสโลเวเนีย
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่: GRAND HOTEL LJUBLJANA หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเดินทางสู่ “ถ้ำโพสทอยน่า” (Postojna Cave) “ถ้ำที่น่าหลงใหลที่สุดในโลก” สัมผัสประสบการณ์อันน่าจดจำกับรูปทรงถ้ำอันงดงาม สัมผัสประสบการณ์อันน่าจดจำบนรถไฟใต้ดินที่เปิดให้บริการในถ้ำแห่งนี้มาเป็นเวลา 140 ปีแล้ว ปราสาทเปรดยามาตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำโพสทอยนา และเป็นปราสาทถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสัมผัสประสบการณ์สวรรค์ใต้ดินอันน่าหลงใหลที่ถูกหล่อหลอมด้วยหยดน้ำเล็กๆ ตลอดระยะเวลาหลายล้านปี ชมหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ที่สุด สูง 16 เมตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ Skyscraper สัญลักษณ์สีขาวบริสุทธิ์ของถ้ำโพสทอยนา หรือ The Brilliant ที่ทำการไปรษณีย์ใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และสัตว์ใต้ดินที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง “Olm” หรือ “ปลามนุษย์” ถ้ำโพสทอยนาเต็มไปด้วยขุนเขาสูงตระหง่าน แม่น้ำที่ไหลเอื่อย และโถงใต้ดินอันกว้างใหญ่ นับเป็นความท้าทายอย่างแท้จริง
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านชมกรุงลูบลิยานา (Ljubljana) เข้าสู่จัตุรัสกลางเมืองเพรเซเรน เป็นจัตุรัสที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับจัตุรัสบันไดสเปนในกรุงโรม มีรูปปั้นของฟรานซ์ เพรเซเรน กวีที่มีชื่อเสียงของสโลวีเนีย เป็นสัญลักษณ์ความรักชาติและเสรีภาพ ใกล้จัตุรัสเป็นโบสถ์ในนิกายฟรานเซสกัน ศิลปะในแบบอาร์ตนูโว นำท่านขึ้นรถรางไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อปราสาทลูบลิยานากับใจกลางเมืองเก่า รถรางลอยฟ้าที่ทันสมัยและได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่าย ซึ่งช่วยเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของปราสาทลูบลิยานา ชมทัศนียภาพอันงดงามของเมือง นำท่านขึ้นชม ลานปราสาทลุบบลิยาน่า ปราสาทยุคกลางที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือใจกลางเมืองลุบลิยาน่า โดยปราสาทถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอาณาจักรจากการรุกรานของชาวเติร์กและกบฏ ปัจจุบันปราสาทลูบลิยาน่าได้กลายเป็น สถานที่ท่องเที่ยวที่มี ความสำคัญทางด้านวัฒนธรรม และยังกลายเป็นหอชมเมือง ซึ่งท่านจะได้สัมผัสวิวทิวทัศน์อันงดงามของเมืองได้เกือบทั้งหมด ชมจัตุรัสกลางเมืองเพรเซเรน จัตุรัสที่มีความสำคัญ จัตุรัสเป็นรูปหล่อของฟรานซ์ เพรเซเรน กวีที่มีชื่อเสียงของ สโลเวเนีย (1800 – 1849) เป็นสัญลักษณ์ของคนรักชาติ รักเสรีภาพ ใกล้จัตุรัสเป็นโบสถ์นิกายฟรานเซสกันที่มีสีชมพูดึงดูดสายตาใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 14 ปี เป็นศิลปะแบบอาร์ตนูโว ภายในมีห้องสมุดตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ซึ่งมีหนังสือประมาณ 55,000 เล่ม ไม่ไกลจากจัตุรัสมีสะพานสามแห่งที่มีชื่อเสียงของเมืองลูบลีอานา ที่สำคัญคือ สะพานมังกร ซึ่งสร้างในปี 1901 เป็นสะพานแห่งแรก ๆ ที่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ของยุโรป ที่หัวสะพานทั้งสองฝั่งประดับด้วยรูปปั้นมังกรในแบบอาร์ตนูโว
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่: GRAND HOTEL LJUBLJANA หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านออกเดินทางสู่กรุงซาเกรบ (Zagreb) (141 กม.) เมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ดินแดนแห่งทะเลอะเดรียติค ซาเกรบเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมและเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันประชาชนชาวโครแอทมีวิถีชีวิตเยี่ยงชาวยุโรปที่เจริญโดย ทั่วไป การคมนาคมภายในกรุงซาเกรบสะดวกสบายนิยมใช้รถรางเป็นพาหนะ สัญจรนับสิบสาย ทั่วทั้งเมืองกรุงซาเกรบประกอบด้วยเขตเมือง Upper Town ที่สร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 17 ที่มีซุ้มประตูหินเป็นสัญลักษณ์ เขต Lower Town ที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 และเขตเมืองใหม่ที่สร้างสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านนั่งรถราง Funicular ขึ้นสู่เขต Upper Town นำท่านชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟน ที่สร้างในสไตล์นีโอโกธิค ชมเมืองซาเกร็บของคุณที่ถนนกอร์นจิกราดอันมีเสน่ห์ ในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ คุณจะได้พบกับอาคารเก่าแก่ ร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น และพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของตลาดโดแล็ค (Dolac Market) ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในซาเกร็บ เกษตรกรจากหมู่บ้านโดยรอบมาที่นี่เพื่อขายชีสโฮมเมด ผักที่ปลูกเอง ไม้ดอกไม้ประดับและผลไม้ราคาถูกมาก ชมวิหารเซนต์มาร์ก (St.Marks Church) โบสถ์เซนต์มาร์กเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของซาเกร็บ เมืองหลวงของโครเอเชียโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองในย่านอัปเปอร์ทาวน์ บนจัตุรัสเซนต์มาร์ก มีหน้าต่างแบบโรมาเนสก์ที่ด้านหน้าทางทิศใต้ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ที่มีหลังคากระเบื้องปูเป็นลวดลายรูปตราของกองทหารแห่งยุคกลาง ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของซาเกรบ ชมมหาวิหารอัสสัมชัญแห่งพระแม่มารีแห่งซาเกร็บ ถือเป็นสถานที่สำคัญของซาเกร็บ แท้จริงแล้ว มหาวิหารแห่งนี้เป็นอาคารศักดิ์สิทธิ์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาแอลป์ ปัจจุบัน มหาวิหารอัสสัมชัญของพระแม่มารี อุทิศแด่พระแม่มารี และแด่กษัตริย์เซนต์สตีเฟนและนักบุญลาดิสเลาส์ มหาวิหารซาเกร็บ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 บริเวณแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี (President Palace) นำท่านชมจุดชมวิวที่ท่านสามารถเห็นกรุงซาเกรป ที่หลังคาอาคารเป็นสีแดงอิฐทั้งเมือง นำท่านเดินชมย่านกัลซิเซวา (Tkalciceva) เป็นถนนที่มีชีวิตชีวาและสวยงามที่สุดในซาเกรบ ที่นี่เต็มไปด้วยร้านบูติกเล็กๆ ร้านค้าแบบดั้งเดิม ร้านอาหาร และร้านกาแฟ จากนั้นอิสระทุกท่านช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่เมืองบีแฮช
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร เมนูพิเศษ...สปาเก็ตตี้ เห็ดทรัฟเฟิล (เป็นเห็ดที่มีความหอม, ราคาแพงและมีอยู่ในบริเวณเขตอิสเทรีย(Istria) ของประเทศโครเอเชีย)
พักที่: HOTEL BEST WESTERN PREMIER หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเดินทางสู่ “อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่” (Plitvice Lakes National Park) (131 กม.) เป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐโครเอเชีย ความงดงามทางธรรมชาติอันโดดเด่นของพื้นที่แห่งนี้ดึงดูดผู้รักธรรมชาติมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของสาธารณรัฐโครเอเชียในปี 1949 กระบวนการก่อตัวหินปูนซึ่งก่อให้เกิดกำแพงหินปูนและทะเลสาบต่างๆ ถือเป็นคุณค่าอันโดดเด่นสากลที่ทำให้ทะเลสาบพลิตวิเซ่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี 1979 อุทยานแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องระบบทะเลสาบที่ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ มีทะเลสาบสวยงาม 16 แห่งที่เชื่อมต่อด้วยสะพานไม้ลัดเลาะระหว่างทะเลสาบและเนินเขา ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของทะเลสาบสีเขียวมรกตและน้ำตกที่ไหลรินลงสู่ทะเลสาบ อุทยานแห่งนี้มีความงดงามอย่างแท้จริง อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิตวิเซ่เป็นสถานที่งดงามราวกับในเทพนิยาย มีชื่อเสียงในเรื่องสีสันอันน่าทึ่งของทะเลสาบต่างๆ ที่ไหลลงสู่หุบเขา เฉดสีน้ำเงินและสีเขียวที่แตกต่างกัน ผสานกับน้ำตกที่ไหลผ่านเขื่อนหินทรายเวอร์ทีน สร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงามราวกับบทกวี จุดเด่นของอุทยานแห่งนี้คือทะเลสาบ 16 แห่ง แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ กอร์นยา เจเซรา (ทะเลสาบตอนบน) และดอนยา เจเซรา (ทะเลสาบตอนล่าง) รวมถึงน้ำตกและน้ำตกอีกมากมาย นำท่านเดินลัดเลาะสู่ดอนจา เจซิรา (Donja Jezira) เพื่อล่องเรือทะเลสาบเจเซโร โคซจัค (Jezero Kozjak)
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหารเดินทางสู่เมือง “ซาดาร์” (Zadar) เป็นเมืองประวัติศาสตร์บนชายฝั่งดัลเมเชียนของโครเอเชีย นำท่านชม “ออร์แกนทะเล” (Sea Organ) ออร์แกนทะเลอาจดูเหมือนบันไดที่ทอดลงสู่มหาสมุทร แต่แท้จริงแล้วมันคือเครื่องดนตรีขนาดมหึมาที่ออกแบบโดย (Nikola Bai) ใต้บันไดหินอ่อนมีท่อกลวงที่ส่งเสียงดนตรีเมื่อคลื่นซัดผ่าน ทำให้เกิดเสียงฮาร์โมนิกา ในวันที่อากาศแจ่มใส ชาวบ้านมักนิยมอาบแดดบนบันไดหรือเล่นน้ำตื้น ถัดขึ้นไปจากทางเดินเล่นไม่กี่เมตร จะพบกับผลงานอีกชิ้นหนึ่งของ Bai ที่มีชื่อว่า “สวัสดีพระอาทิตย์” (Greeting to the Sun) แผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ 300 แผ่นที่ติดตั้งลงบนพื้นช่วยดูดซับแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน ในเวลากลางคืน แผ่นโซลาร์เซลล์จะฉายแสงสีต่างๆ บนพื้นอย่างซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วลาน ซึ่งเป็นตัวแทนของระบบสุริยะ
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
ที่พัก: HOTEL A'MARE, ZADAR หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเดินทางสู่ “เมืองสปลิท” (Split) (157 กม.) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศโครเอเชียรองจากเมืองหลวงอย่างกรุงซาเกรบ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งภายในภูมิภาคและเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว ชมศาลาว่าการเมืองสไตล์เรอเนซองส์ที่สร้างในศตวรรษที่ 15 อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ จากนั้น เข้าชม “พระราชวังดิโอคลีเธี่ยน” (Diocletian's Palace) ที่สร้างขึ้นจากพระประสงค์ของจักรพรรดิดิโอคลีเธี่ยน ที่ต้องการสร้างพระราชวังสำหรับบั้นปลายชีวิตของพระองค์ในปี 295 ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 10 ปี พระราชวังแห่งนี้องค์กรยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก
เข้าชมห้องโถงกลางซึ่งมีทางเดินที่เชื่อมต่อสู่ห้องอื่นๆ ชมลานกว้าง (Peristyle) ซึ่งล้อมไว้ด้วยเสาหินแกรนิต 3 ด้าน และเชื่อมต่อด้วยโค้งเสาที่ตกแต่งด้วยช่อดอกไม้สลักอย่างวิจิตรสวยงาม ชมยอดระฆังแห่งวิหาร A Cathedral Belfry แท่นบูชาของเซนต์โดมินัส และเซนต์สตาซิอุส ซึ่งอยู่ภายในวิหารชมจัตุรัสประชาชน (People's Square) ชมรูปปั้นของ Gregory of Nin) ผู้นำศาสนาคนสำคัญของโครเอเชีย จัตุรัสประชาชนเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ และการบริหาร เมื่อสมัยศตวรรษที่ 15 แวะชมสิ่งก่อสร้างที่มี ชื่อเสียง เช่น รูปภาพแกะสลักสมัย Venetian-Gothic Cambi Palace และ Renaissance Town Hall ที่สร้างขึ้นในช่วงแรกของศตวรรษที่ 15
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหารเดินทางสู่เมืองมอสตาร์ (Mostar) เมืองในประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นศูนย์กลาง ทางวัฒนธรรมและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเฮอร์เซโกวีนา โมสตาร์ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในเมืองที่สวยงามที่สุดในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ณ จุดบรรจบของวัฒนธรรมต่างๆ อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ทางตอนใต้ของบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา เมืองประวัติศาสตร์โมสตาร์ ซึ่งทอดยาวข้ามหุบเขาลึกของแม่น้ำเนเรตวา ได้รับการพัฒนาในศตวรรษที่ 15 และ 16 ในฐานะเมืองชายแดนออตโตมัน และในช่วงยุคออสเตรีย-ฮังการีในศตวรรษที่ 19 และ 20 โมสตาร์เป็นที่รู้จักมายาวนานจากบ้านเรือนเก่าแก่ของชาวตุรกี ชมสะพานเก่าอันงดงามของเมืองเก่าโมสตาร์ เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2005 และเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามาอย่างยาวนาน
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่: HOTEL BRISTOL, HOTEL EDEN MOSTAR หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเดินทางสู่เมือง “บลากาย” (Blagaj) สถานที่อันงดงามตั้งอยู่ใจกลางประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เป็นตัวแทนของความงดงามและประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เมืองเล็กๆ แห่งนี้ผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความงามทางธรรมชาติ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในบลากายได้รับการหล่อหลอมจากวัฒนธรรมและประเพณีในยุคสมัยต่างๆ ที่บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลังยึดครอง จนถึงปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามและบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของบลากาย รวมถึงประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาทั้งหมด บลากายโดดเด่นด้วยอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเห็นได้จากสถาปัตยกรรมและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ บลากาย เทคิยา (Blagaj Tekija) อารามเดอร์วิชอันโด่งดังที่สุด ก่อตั้งขึ้นในสมัยออตโตมันในศตวรรษที่ 16 แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสถาปัตยกรรมอิสลามและเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นเดินทางสู่เมือง เมืองดูบรอฟนิก (Dubrovnik) (139 กม.) “ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก” ตั้งอยู่บนชายฝั่งดัลเมเชียน กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา แม้ว่าจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1667 แต่ดูบรอฟนิกก็ยังคงรักษาโบสถ์ อาราม พระราชวัง และน้ำพุสไตล์กอธิค เรอเนซองส์ และบาโรกอันสวยงามไว้ได้ แม้จะ ได้รับความเสียหายอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 จากความขัดแย้งทางอาวุธ แต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของโครงการบูรณะครั้งใหญ่ที่ประสานงานโดยองค์การยูเนสโก
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย เดินทางสู่สถานีกระเช้าไฟฟ้าเพื่อขึ้นชมวิวเมืองดูบรอฟนิค สู่ยอดเขาเซิร์ด (Srd Hill) กระเช้าลอยฟ้าดูบรอฟนิกสร้างขึ้นในปี 1969 เป็นเคเบิลคาร์แรกที่สร้างขึ้นในภูมิภาคเอเดรียติก และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่ต้องการดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามแบบพาโนรามา โดยสถานีด้านบนอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 405 เมตร สัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจกับทัศนียภาพอันงดงามของเมืองเก่าดูบรอฟนิก ทะเลเอเดรียติกใสดุจคริสตัล และหมู่เกาะน้อยใหญ่มากมาย จุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมืองดูบรอฟนิกและพื้นที่โดยรอบนั้น ด้วยทัศนียภาพอันงดงามของเมืองเก่า ทะเลเอเดรียติก และหมู่เกาะโดยรอบ ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์นี้จึงเป็นไฮไลท์ที่แท้จริงสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนภูมิภาคนี้
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย ชมเมืองดูบรอฟนิคที่ยื่นออกไปในทะเลเอเดรียติก ท่ามกลางฉากหลังของภูเขาหิน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองยุคกลางที่งดงามและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ดูบรอฟนิกเปรียบเสมือนเมืองท่าการค้าของเวนิส ด้วยกำแพงหินขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่ง ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 17 เพื่อปกป้องนครรัฐแห่งนี้ การอนุรักษ์ใจกลางเมืองดูบรอฟนิกอันสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นผลมาจากการบูรณะอย่างพิถีพิถันหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1667 มีการบูรณะหลายครั้งเพื่อคืนความงดงามให้เมืองอีกครั้งหลังจากถูกโจมตีในช่วงสงครามกลางเมืองช่วงต้นทศวรรษ 1990 จากนั้น อิสระทุกท่านเดินเล่นชมเมืองหรือเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร / นำท่านเข้าสู่ที่พัก
พักที่: KOMPAS HOTEL DUBROVNIK หรือที่พักระดับใกล้เคียง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหาร...นำท่านเดินขึ้นชมทัศนียภาพของเมืองดูบรอฟนิคบนกำแพงเมือง(รวมค่าตั๋วแล้ว) ณ จุดนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ที่สำคัญของเมืองดูบรอฟนิคละประเทศโครเอเชีย เสมือนว่าไม่ได้ขึ้นชมก็มาไม่ถึงดูบรอฟนิค เนื่องจากท่านจะได้ความงามริมฝั่งทะเลอะเดรียติค ชมตัวเมืองเก่าที่ตัวอาคารและบ้านเรือนใช้กระเบื้องมุงหลังคาสีส้มสวยงาม มีป้อมปราการโบราณที่แข็งแกร่ง ตัวกำแพงมีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ล้อมรอบตัวเมือง ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ความโด่งดังเทียบได้กับแกรนด์คาแนล แห่ง เกาะเวนิส จากนั้นอิสระทุกท่านเดินเล่นชมเมืองหรือเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย
.......... สมควรแก่เวลาเดินทางสู่สนามบิน
13.00 เหิรฟ้ากลับสู่กรุงเวียนนาฯ ประเทศออสเตรีย โดยสายการบินออสเตรียน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ OS732
14.20 เดินทางมาถึงสนามบินในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นำท่านออกเดินทางเข้าสู่ “Outlet Parndorf” ให้ท่านได้มีเวลาเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมมากมายในราคาพิเศษ เช่น Lacoste, Samsonite, McGregor, Prada, New Balance, Hallhuber, Gucci, Michael Kors, Guess, Polo Ralplauren, Geox, Bally, Armani, Burberry, Camel, Timberland, Vans, Levi’s, Diesel, Nike, Adidas ฯลฯ ได้เวลาอันควรนำท่านเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเวียนนา เพื่อทำ Tax Refund
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร / นำท่านเดินทางสู่สนามบิน
23.25 เหิรฟ้ากลับสู่กรุงเทพฯโดยสายการบิน AUSTRIAN AIRLINES เที่ยวบินที่ OS015
14.40 เดินทางถึงกรุงเทพฯ...โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา